Rice Donation To Moken

Rice Donation To Moken

#Stories

ทีม ECCSD เดินทางมุ่งหน้าสู่เกาะเหลาะ โดยสารเรือจากท่าเรือศุลลกากรในตัวเมืองระนองประมาณ 25 นาทีก็ถึงเกาะเหลานอก เกาะที่เห็นอยู่เบื้องหน้าไม่มีหาดทรายขาว มีหาดทรายสีหมองกับกองเปลือกหอยแตกกระจายเป็นเศษเล็ก เกลือนหาด เกาะเล็กๆแห่งนี้เงียบสงบ เป็นที่อยู่อาศัยของชาวมอร์แกน บนเกาะมี 2 หมู่บ้าน คือ เกาะเหลานอก เป็นชุมชนชาว“มอร์แกน” ซึ่งเกือบ 99.99%  เป็นชาวมอร์แกน มีเพียงบ้านหลังเดียวที่เป็นคนไทย ชื่อนางเนาวนิตย์ แจ่มพิศ” หรือ“พี่เนาว์แห่งเกาะเหลานอก” ประธานกลุ่มทำกะปิเกาะเหลา และสมาชิกสภาเทศบาลปากน้ำท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง มีจำนวนประชากรทั้งหมด 212 คน

มอร์แกนมีภาษาของตนเอง และชาวมอร์แกนส่วนใหญ่ พูดและสื่อสารด้วยภาษามลายูได้ ในอดีตชาวมอร์แกนจะใช้ชีวิตบนเรือ แต่หลังจากเกิดสึนามิ มีหน่วยงานเข้ามาสร้างบ้านให้กับชาวมอร์แกนใช้เป็นที่อยู่อาศัยจนถึงปัจจุบัน บ้านไม้ยกสูงขนาดเล็ก มีบันไดพาดหน้าบ้าน ข้างในบ้านเมื่อขึ้นไปด้านซ้ายมือเห็นที่นอนหมอน ผ้าห่มบางๆวางพับอยู่ตรงมุมห้อง มองไปด้านขวามือเป็นห้องครัวขนาดเล็ก มีเตาไฟขนาดย่อมใช้ในการประกอบอาหารด้วยไม้ฟืน หม้อ กระทะ ถูกแขวนเรียงรายด้วยตะปูตอกบนไม้แบบง่ายๆ สะท้อนให้เห็นความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายของชาวมอร์แกน แต่แฝงด้วยความลำบากและแร้นแค้น

เยื้องออกไปเป็น“เกาะเหลาใน” เป็นชุมชนคนไทย นับถือศาสนาอิสลาม มีมัสยิดเล็กกลางหมู่บ้าน ทางเดินเทปูนเล็กๆเดินเชื่อมระหว่างกันในหมู่บ้าน และมีโรงเรียน“บ้านเกาะเหลา”เป็นโรงเรียนประจำ  เกาะตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้

จากการพูดคุยกับ พี่เนาว์ เล่าว่า ครอบครัวของพี่เนาว์เป็นครอบครัวคนไทยครอบครัวที่ 2 ที่มาตั้งรกรากที่เกาะเหลา ว“มอร์แกนมีชีวิตพึ่งพาทะเลเป็นหลัก ซึ่งชาวมอร์แกนที่เกาะเหลาย้ายมาจากเกาะช้างกว่า 30 ปี  เมื่อก่อนชาวมอร์แกนจะพายเรือหาปลาและจะมาแวะพักเอาแรงที่เกาะแห่งนี้ 1 คืน และออกหาปลาต่อในวันรุ่งขึ้น จนวันนึงคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ชักชวนชาวมอร์แกนให้มาอยู่ที่เกาะนี้อย่างถาวร

พี่เนาว์ผู้คุ้นเคยกับชาวมอแกน สามารถพูดภาษามอร์แกนได้ เธอบอกว่าเธอเองคอยเป็นกระบอกเสียงของชาวมอร์แกนที่นี่ เพราะชาวมอร์แกนสวนใหญ่กลัว ไม่กล้าเผชิญหน้า และเลือกที่จะยอม เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีบัตรประชาชน จึงยอมถูกเอาเปรียบจากนายทุน แม้รู้ทั้งรู้ว่าถูกเอาเปรียบอย่างหนัก ถูกเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ด้านค่าแรง แต่ถ้าไม่ยอมทำก็ไม่มีอะไรกิน ชาวมอร์แกนจึงยอมทำงานด้วยค่าแรงราคาถูกกว่าทั่วไป เพื่อให้ตัวเองได้มีกินและเลี้ยงและภรรยาไปวันๆ

เมื่อก่อนชาวมอร์แกนสามารถพึ่งพาตัวเองหาอยู่หากินกับทรัพยากรสัตว์ที่นี่อย่างสบายๆ เพราะปลาในทะเลยังมีอยู่มาก พวกมอร์แกนก็หาเลี้ยงชีพด้วยการจับสัตว์น้ำเพื่อประทังชีวิต บ้างจับเคยมาขายให้ทำกะปิ แต่ปัจจุบันปลามีจำนวนน้อยลง เมื่อปลาน้อยลงทำให้ชาวมอร์แกนที่นี่อยู่กันอย่างลำบากแร้นแค้น แม้มอร์แกนบางคนจะมีอวน มีเรือเป็นของตนเองก็ต้องต่อสู้กับเรือใหญ่ที่ทำมาหากินแบบเอาเปรียบ ทำลายทรัพยากรชายฝั่ง เป็นการมาแย่งปลากับประมงพื้นบ้าน แต่ชาวมอร์แกนก็ไม่ปริปากเมื่อก่อนชาวมอร์แกนไปดำปลิงระเบิดปลาที่เกาะนิโคบา ประเทศอินเดีย บางคนถูกน้ำหนีบ เป็นอัมพาต บ้างก็เสียชีวิต ไปแล้วไม่ได้กลับบ้าน ทิ้งลูกและภรรยาให้รอคอยการกลับมาของสามี พี่เนาว์สะท้อนคำพูดของชาวมอแกนว่า “ปลิงที่เขาชอบกินนักหนา นั่นเลือดกูทั้งนั้น”

พี่เนาว์เล่าต่อว่า “ชุมชนเกาะเหลานอกเป็นพื้นที่แสวงหาประโยชน์ของผู้คนที่เดินเข้าเดินออกเพื่อดำเนินโครงการ โครงการเสร็จสิ้นตามกำหนด แต่สุดท้ายทิ้งไว้เพียงร่องรอยบาดแผลของการดำเนินโครงการที่ชาวมอร์แกนก็ยังคงใช้ชีวิตลำบากเฉกเช่นก่อนหน้า หากการพัฒนาและการช่วยเหลือตอบโจทย์ความต้องการของชาวมอร์แกน 17 ปี หลังสึนามิ ชาวมอร์แกนคงไม่ต้องอยู่อย่างยากลำบากและแร้นแค้นลงเรื่อยๆเช่นนี้


รอยยิ้มของ มอร์แกน เกาะเหลา เมื่อได้รับข้าวสารครอบครัวละ 1กระสอบ

ผู้ชายบนเกาะเหลา มารอขนข้าวสารจากทีมงาน ECCSD


รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก